9.ตราสารเพื่อการลงทุน

เมื่อเราได้ตัดสินใจออมเงินด้วยความมั่นใจว่านี่เป็นสิ่งที่ควรทำและต้องทำแล้ว และเริ่มมีเงินออมค่อยๆ มาสะสมอยู่ในมือให้ชื่นใจ ก็มาถึงเรื่องสำคัญต่อมาคือเราจะเอา เงินไปไว้ไหน และใช้เงินไปทำงานให้เราได้อย่างไรบ้าง

ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะการนำเงินไปลงทุนในตราสารการเงินต่างๆ ที่ทำได้ใน ประเทศไทยเท่านั้น จะไม่รวมถึงการลงทุนในตราสารการเงินต่างๆ ในต่างประเทศ และ จะไม่รวมถึงคนที่มีความสามารถสูงที่สามารถหาช่องทางลงทุนอื่นๆ ด้วยตนเอง เช่น เป็น นายทุนเงินกู้ การลงทุนในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้เช่า การสะสมรูปภาพและโบราณวัตถุ เป็นต้น

ความเสี่ยงกับผลตอบแทนที่ได้รับ (risk/return)

ในการลงทุนนั้น เราต้องตัดสินใจเลือกลักษณะต่างๆ ของตราสารการเงินที่ เราจะลงทุนซึ่งจะต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของเรา เช่น

ต้องการใช้เงินเมื่อใด กำหนดได้หรือไม่ รอเวลาได้หรือไม่
ต้องการกันเงินไว้ใช้สำหรับกรณีไม่คาดฝันมากน้อยเพียงใด
ต้องการรายได้มากน้อยเพียงใด
มีเงินมากน้อยเพียงใด

โดยทั่วๆไป การจัดการลงทุนจะจัดให้ได้กลุ่มของการลงทุนที่คละกัน เช่น มีทั้ง ตราสารระยะสั้นและระยะยาว และตราสารที่เสี่ยงมากกับเสี่ยงน้อย (เสี่ยง หมายความ ว่า เสี่ยงจากการที่เงินลงทุนอาจจะสูญไปบางส่วน)

ตราสารระยะยาว จะได้ดอกเบี้ยสูงกว่า

หากรับความเสี่ยงได้มาก ก็จะสามารถลงทุนในตราสารที่เสี่ยงมากหน่อย โอกาสในการได้กำไรก็จะสูงขึ้น แต่ถ้าเก็บเงินทั้งหมดไว้เป็นเงินระยะสั้นเพื่อให้มั่นใจว่า มีเงินใช้ยามต้องการทั้งหมดและปลอดภัยที่สุดก็ได้ผลตอบแทนตํ่ามาก ซึ่งอาจจะใกล้ เคียงหรือตํ่ากว่าอัตราเงินเฟ้อที่เป็นศัตรูตัวหนึ่งของเงินออมได้

เงินสดและสิ่งที่ใกล้เงินสด (cash และ near cash)

สำหรับผู้ออมโดยทั่วๆไป เริ่มแรกที่เริ่มออม หนีไม่พ้นการนำเงินไปฝาก ธนาคาร เพราะฝากง่าย ถอนง่าย และคุ้นเคยกันมาแต่ไหนแต่ไร

สำหรับผู้ออมที่ทำงานอยู่ในสถาบันใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่ออมที่ใกล้ตัวอีกแหล่งหนึ่งก็คือ สหกรณ์ออมทรัพย์

สองแหล่งนี้เป็นแหล่งรับเงินออมที่ใหญ่ที่สุดในระบบการเงินของเรา



สิ่งที่กำหนดผลตอบแทนไว้แน่นอน (fixed income)

เป็นสิ่งที่มีดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนกำหนดล่วงหน้า ซึ่งอาจจะเป็นอัตราคงที่ (fixed rate) หรืออัตราลอยตัว (floating rate) ก็ได้ แต่เข้าใจตรงกันทั้งฝ่ายลูกหนี้และ เจ้าหนี้ ว่าการลอยตัวนั้นกำหนดอย่างไร อ้างอิงกับอะไร

ตราสารพวกนี้มีระยะเวลาในการใช้คืนเงินต้น โดยส่วนมากเป็นตราสารหนี้ (debt instruments) ของภาครัฐ (พันธบัตร) และของภาคเอกชน (หุ้นกู้) แต่ก็มี ตราสารชื่ออื่นๆ อีกด้วย ตราสารเหล่านี้มักมีอายุยาว แปลงเป็นเงินสดได้เหมือนกันเมื่อ ต้องการ แต่ไม่ง่ายเท่ากับสิ่งที่ใกล้เงิน

พันธบัตร ตราสารทางการเงินชนิดนี้ เป็นตราสารที่ออกโดยรัฐบาลหรือ รัฐวิสาหกิจ ที่มีหรือไม่มีรัฐบาลค้ำประกัน เป็นตราสารแสดงความเป็นหนี้ของผู้ออก มี กำหนดอายุครบกำหนดที่แน่นอน และมีอัตราดอกเบี้ยกำหนดไว้ตายตัวเป็นส่วนมาก ตราสารชนิดนี้เป็นตราสารการเงินระยะยาวที่มั่นคงที่สุด ดังนั้น ผลตอบแทนที่ได้รับก็ จะตํ่าที่สุดด้วยในระยะเวลาที่เท่ากันกับตราสารอื่นๆ

หุ้นกู้ เป็นตราสารแสดงความเป็นหนี้คล้ายกับพันธบัตรรัฐบาล แต่ออกโดย บริษัทเอกชน โดยมักจะมีผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล แต่ก็จะมีความเสี่ยง สูงกว่าเช่นกัน ถ้าเป็นตราสารที่ออกเพื่อกู้เงินระยะสั้นๆ มักออกเป็นตั๋วแลกเงิน

กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เป็นสัญญาผูกพันระหว่างบริษัทประกัน ชีวิตกับตัวเราผู้เอาประกัน เราส่งเงินให้ตามกำหนด และจะได้รับเงินผลประโยชน์คืน ตามเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากให้รายได้ที่แน่นอนแล้ว ยังได้การคุ้มครองอีกด้วย มีความ เสี่ยงที่ระยะเวลาค่อนข้างยาว ต้องคำถึงถึงความมั่นคงของบริษัทที่เราทำประกันไว้



ตราสารทุน และคล้ายทุน (equity)

ที่รู้จักกันดีคือ หุ้นสามัญ อันเป็นตราสารแสดงความเป็นเจ้าของบริษัท ผู้ถือหุ้น สามัญก็คือผู้มีสิทธิร่วมเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆ คือมีสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ ถือหุ้นตามสัดส่วนหุ้นที่ถือไว้ และเมื่อกิจการมีกำไรจากการดำเนินงานผู้ถือหุ้นสามัญจะ ได้รับเงินปันผลในอัตราที่จัดสรร

ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับผลประกอบการ ของบริษัทในแต่ละปี การลงทุนในหุ้น มักให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนประเภทที่ ให้ผลตอบแทนที่แน่นอน ก็เพราะมีความเสี่ยงสูงตรงที่ว่า ผลตอบแทนไม่แน่นอน ผล ตอบแทนที่ได้มักมีสองส่วนคือ เงินปันผล และกำไรส่วนเกินทุน (capital gain) คือเมื่อ ขายหุ้นนั้นได้ในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อมา

ตราสารอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายทุน คือ หุ้นบุริมสิทธิ และหน่วยลงทุนของกอง ทุนรวมต่างๆ ที่ลงทุนในตราสารทุนเหล่านี้ด้วย

การลงทุนผ่านกองทุนรวม

การลงทุนในตราสารทางการเงินยังอาจแยกเป็น การลงทุนเอง ให้กับ ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ลงทุนให้

แบบให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ลงทุน ได้แก่
1. ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างๆ
2. จ้างให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้บริหารเงินให้เฉพาะตัว (ใช้ได้เฉพาะรายใหญ่)
3. เป็นสมาชิกของกองทุนที่บริหารจัดการเงินเพื่อสมาชิก ได้แก่ กองทุน
ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

กองทุนรวม

คือกองทุนที่นำเงินจากผู้ลงทุนรายย่อยหลายๆราย ที่ต้องการลงทุนมารวมกัน แต่ละคนเป็นผู้ถือหน่วยลงทุน โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต่างๆ เป็น ผู้เสนอบริการในการรวบรวมเงินโดยการออกขายหน่วยลงทุนและนำเงินนั้นไปลงทุน แทนผู้ถือหน่วย ผู้ถือหน่วยสามารถดูผลกำไร (หรือขาดทุน) ที่ทำได้จากราคาของหน่วย ลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ถ้าต้องการเงินสด ก็เพียงแต่ขายคืนหน่วยลงทุนนั้นๆ กับ บลจ. กำไรที่ได้จากมูลค่าหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้นนั้น รัฐยกเว้นภาษีให้

กองทุนแต่ละกองจะระบุนโยบายการลงทุนเอาไว้ชัดเจน เช่น ระบุตราสารชนิด ที่จะลงทุน เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ออมที่จะซื้อหน่วยลงทุน เช่น ตราสารหนี้ (พันธบัตรและหุ้นกู้) หุ้นแบบต่างๆ ลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศ ลงทุนในทองคำฯลฯ ผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของกองทุน ถ้ากองทุนลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง กองทุนก็จะมีความเสี่ยงสูงด้วย

ในการวิเคราะห์ความเสี่ยง จะนับกองทุนรวมแต่ละประเภทเข้าไปไว้ในกลุ่ม นั้น คือ กองทุนที่ลงทุนระยะสั้นๆ หรือกองทุนตลาดเงิน นับเป็นสิ่งที่ใกล้เงิน กองทุน ที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้ นับเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้าง แน่นอน และกองทุนที่ลงทุนในหุ้นนับเป็นการลงทุนในตราสารทุน

อสังหาริมทรัพย์ ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถซื้อขายความเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ เช่น อาคารสำนักงาน โรงงาน ศูนย์การค้า ฯลฯ และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น ท่าอากาศยาน รางรถไฟฟ้า ฯลฯ ในรูปแบบของตราสารทางการเงินได้ ทางเลือกของ ผู้ลงทุนมีสองทางคือ

ซื้อหุ้นสามัญของบริษัทที่ทำธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน หรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จะมีรายได้เข้ามาสมํ่าเสมอจากค่าบริการและค่าเช่า

ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และใบทรัสต์ ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (real estate investment trust หรือ REIT) ผู้สนใจอาจเลือกซื้อและขายตราสารเหล่านี้ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย

ไม่ว่าจะมีเงินมากหรือน้อย ลงทุนเองหรือให้ผู้อื่นลงทุน สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือทุกๆ คนจำเป็นต้องให้เวลาและความเอาใจใส่ในการทำให้เงินออมได้ผลตอบแทนที่ดี